24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นวันที่พระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับแรกของประเทศไทยถือกำเนิด นับเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรองสิทธิ์ชุมชนในการบริหารจัดการป่าตามกฎหมายหลังการขับเคลื่อนกว่า 20 ปีของคนท้องถิ่นและภาคประชาสังคม และยังถือเป็นรากฐานในการสร้าง “ธรรมาภิบาลป่าไม้” หรือการที่คนหลากหลายกลุ่มนอกเหนือจากภาครัฐสามารถมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการป่าได้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการมุ่งส่งเสริมสิทธิ์ชุมชนด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากป่านี้ เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองได้ถือกำเนิดขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเคลื่อนงานดังกล่าว
คำว่า “ป่าชุมชน” นั้นมีนิยามตามพระราชบัญญัติฉบับพ.ศ. 2562 ว่าเป็นป่าที่อยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์และถือว่าอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ พระราชบัญญัติมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมการจัดการป่าร่วมกันระหว่างชุมชนกับภาครัฐ กำหนดให้ชุมชนจัดทำแผนการจัดการป่าส่งให้ภาครัฐพิจารณาเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การขึ้นทะเบียนตามกฎหมายนี้จะช่วยให้ชุมชนสามารถดูแลป่าควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การเก็บหาของป่า การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นต้น ปัจจุบันมีป่าชุมชนจำนวน 11,984 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว คิดเป็นพื้นที่ 6.57 ล้านไร่
ความก้าวหน้าที่สำคัญอีกประการของพระราชบัญญัติฉบับนี้คือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการ 3 ระดับให้เป็นกลไกอย่างเป็นทางการเพื่อขับเคลื่อนการจัดการป่าชุมชน ได้แก่ 1. คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย 2. คณะกรรมการป่าชุมชนระดับจังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมและพิจารณาแผนการจัดการป่าชุมชน และ 3. คณะกรรมการป่าชุมชน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำหรือผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนและเป็นกำลังหลักที่นำสมาชิกในชุมชนทำแผนการจัดการป่า โดยคณะกรรมการใน 2 ระดับแรกยังมีตัวแทนจากชุมชนและภาคประชาสังคมเข้าไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกับตัวแทนจากภาครัฐ
ติดตาม-ทบทวน-สะท้อน: กลไกภาคพลเมืองเพื่อกฎหมายที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน
จนถึงวันนี้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 มีอายุกว่า 5 ปีแล้ว แม้กฎหมายแม่ฉบับนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางธรรมาภิบาล แต่ขณะเดียวกันก็ถึงวาระที่เราจะต้องร่วมกันทบทวนผลลัพธ์ที่ผ่านมารวมถึงข้อท้าทาย เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติป่าชุมชนให้ส่งเสริมการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ในช่วงเวลาเดียวกันกับการบัญญัติกฎหมาย รีคอฟ ประเทศไทย (RECOFTC) และองค์กรภาคีได้จัดตั้งเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง (Citizens’ Forest Network) ขึ้นมาเป็นพื้นที่กลางสำหรับชุมชนและภาคประชาสังคม เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และแลกเปลี่ยนความรู้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางกฎหมาย ช่วยให้สมาชิกเครือข่ายฯ ได้หารือแนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าไม้ รวมถึงด้านกฎหมายและนโยบาย

ระวี ถาวร ผู้ประสานงานด้านการพัฒนาศักยภาพและงานวิจัยจากรีคอฟ ประเทศไทย (RECOFTC Thailand) สรุปสถานการณ์ความคืบหน้าและข้อท้าทายด้านกฎหมายป่าชุมชนในวงหารือกับตัวแทนจากเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง


